ORN ขึ้นแท่น EDGE Champion รายแรกภาคเหนือ จับมือ KBANK – IFC ยกระดับอสังหาฯ ไทยสู่มาตรฐานสากล

ORN ประกาศความสำเร็จ ขึ้นแท่น EDGE Champion รายแรกของภาคเหนือ พร้อมรับมอบ 3 ใบรับรอง ตอกย้ำศักยภาพการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ความร่วมมือกับ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มธนาคารโลก มุ่งยกระดับที่อยู่อาศัยสู่ความยั่งยืนระดับสากล

ORNSIRIN โครงการบ้านเชียงใหม่

นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับเกียรติแต่งตั้งให้เป็น EDGE Champion รายแรกในอสังหาริมทรัพย์ภาคเหนือ รวมถึงรับมอบใบรับรอง EDGE Preliminary Certificate  สำหรับโครงการ Habitat Mahidol, ใบรับรอง EDGE Certificate The Next Jed Yod  2 และ ใบรับรอง EDGE Preliminary Certificate สำหรับโครงการ The Next Jed Yod 3 โดยบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่ามาตรฐานการพัฒนาที่อยู่อาศัยของ ORN ก้าวสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว

ORNSIRIN โครงการบ้านเชียงใหม่

บริษัทฯ มีนโยบายที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาอาคารสีเขียว (Green Building) อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อกระแสโลก แต่คือหัวใจสำคัญในการสร้างความคุ้มค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับลูกบ้านในระยะยาว นอกจากนี้ การร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง ธนาคารกสิกรไทย ที่ได้ประกาศ Net Zero Commitment แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายเดียวกันกับ ORN โดยธนาคารให้การสนับสนุนด้านเครื่องมือทางการเงินสีเขียว (Green Finance) และร่วมกับ IFC สนับสนุนการประเมินอาคารสีเขียวตามมาตรฐาน EDGE ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และทำให้ ORN เติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นคง

ORNSIRIN โครงการบ้านเชียงใหม่

นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN  กล่าวเสริมว่า เพื่อให้บรรลุมาตรฐานระดับโลก บริษัทฯได้ยกระดับการบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการออกแบบภายใต้แนวคิด Green Living ที่เน้นการพึ่งพาธรรมชาติสูงสุด เช่น การวางทิศทางอาคารเพื่อรับลมและแสงธรรมชาติ การคัดสรรวัสดุก่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงการบริหารจัดการขยะในไซต์ก่อสร้างอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 20% ด้วยการออกแบบระบบเปลือกอาคารที่ช่วยลดการถ่ายเทความร้อน ใช้วัสดุกันความร้อนประสิทธิภาพสูงเพื่อลดภาระของเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการใช้หลอด LED ในระบบไฟฟ้าแสงสว่าง และ ประหยัดการใช้น้ำได้มากกว่า 20% ผ่านนวัตกรรมสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ ลด Embodied Carbon จากการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีแผนติดตั้ง Solar Cell ในพื้นที่ส่วนกลางเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งอย่างต่อเนื่อง 

ORNSIRIN โครงการบ้านเชียงใหม่

จากความสำเร็จในครั้งนี้ ORN เตรียมขยายผลสู่โครงการอื่นๆ โดยตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่จะเพิ่มสัดส่วนโครงการใหม่ที่ได้รับมาตรฐานอาคารสีเขียว (EDGE Certified) ให้ไม่น้อยกว่า 80% ของโครงการใหม่ทั้งหมดภายในปี 2570 เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ในภาคเหนือและระดับประเทศต่อไป

ดร. วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านท่ามกลางแรงกดดันจากเกณฑ์และข้อบังคับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักลงทุน และผู้บริโภค รวมถึงต้องการลดการใช้พลังงานในอาคารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่การพัฒนาอาคารเขียวอย่างจริงจัง สอดคล้องกับที่ธนาคารต้องการผลักดันให้ลูกค้าเกิดการเปลี่ยนผ่านสำเร็จ จึงจับมือกับพันธมิตรเพื่อให้การสนับสนุนในทุกมิติ สำหรับครั้งนี้ธนาคารร่วมกับ IFC สนับสนุน ORN ในการยกระดับการพัฒนาโครงการตามมาตรฐานอาคารเขียว EDGE ผ่านการสนับสนุนการประเมินอาคารเขียวเบื้องต้น ควบคู่กับการให้ความรู้แก่พนักงานของ ORN เพื่อเสริมความเข้าใจกระบวนการและสามารถนำไปต่อยอดประเมินโครงการอื่นๆ ได้ โดยอาคารเขียวจะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคารสามารถประหยัดพลังงานและน้ำ ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ธนาคารยังสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ ORN   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 โดยหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเดินหน้าไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ไปด้วยกัน พร้อมผลักดันประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

นายปราชันท์ คาปูร์ (Prashant Kapoor) หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาคารสีเขียวและเมืองยั่งยืน จาก IFC  เปิดเผยว่า ภายในปี 2026 มูลค่าตลาดอาคารสีเขียวทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนชัดว่าความยั่งยืนได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงทางเลือกของตลาดเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเป็นมาตรฐานสากลทั้งในมิติของกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและกลไกทางการเงิน

EDGE มาตรฐานอาคารเขียวที่ IFC พัฒนาขึ้นและเปิดตัวเมื่อ 10 ปีก่อน ถูกใช้เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ในปัจจุบัน EDGE ได้รับรองพื้นที่อาคารสะสมกว่า 141 ล้านตารางเมตร ครอบคลุมเกือบ 140 ประเทศทั่วโลก ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนการยอมรับในวงกว้าง แต่ยังสอดรับกับกฏระเบียบจากภาครัฐและนโยบายด้านความยั่งยืนของสถาบันการเงิน

ORNSIRIN โครงการบ้านเชียงใหม่

จุดแข็งของ EDGE อยู่ที่ความเรียบง่ายและความคุ้มค่า กระบวนการประเมินใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และบริบทท้องถิ่นในการวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ทำให้อาคารสีเขียวไม่ใช่เรื่องซับซ้อนหรือมีต้นทุนสูงเกินเอื้อม ในทางกลับกัน ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่วัดผลได้จริง โดยช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มมูลค่าการขายได้

ผู้พัฒนาโครงการอย่าง ORN ได้นำ EDGE ไปประยุกต์ใช้กับโครงการหลากหลายประเภท ทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบ คอนโดมิเนียม อาคารมิกซ์ยูส และสถานศึกษา ขณะเดียวกันความร่วมมือระหว่าง IFC ภายใต้โครงการการพัฒนาการเงินเพื่อความยั่งยืนผ่านการสนับสนุนของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์และออสเตรเลีย และ ธนาคารกสิกรไทย  ยังช่วยต่อยอดไปสู่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียวให้กับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของโครงการอย่างแท้จริง

ข่าวสารไลฟ์สไตล์ และการอยู่อาศัย

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

1. หลักการและเหตุผล

เนื่องด้วยในปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพสังคมในปัจจุบัน ทั้งด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยอันเกี่ยวกับข้อมูลออนไลน์ กลุ่มบริษัทอรสิรินจำกัด (บริษัทฯ) ได้เห็นความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลากรและลูกค้า รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกท่านได้ทราบถึงนโยบายและวิธีปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท บริษัทจึงได้ประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้คือ

2. นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

2.1 การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท

ใช้บังคับในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากการทำสัญญาที่มีบริษัทเป็นคู่สัญญา และให้รวมไปถึงข้อมูลที่บริษัทได้รับมาจากสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยบริษัทจะใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย และจะดำเนินการปฏิบัติเก็บรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเป็นหลักสำคัญโดยวิธีการอันเปิดเผย และเป็นธรรม ซึ่งการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บริษัทจะดำเนินการภายใต้ความยินยอมของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และจะดำเนินการเพียงเท่าที่จำเป็นแก่การให้บริการภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้คือ:-

2.1.1 เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล , พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ , พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา , ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา รวมไปถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2.1.2 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล

2.1.3 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการขอความยินยอมไม่อาจกระทำได้ในเวลานั้น

2.1.4 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท

2.1.5 เป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

2.1.6 เป็นการดำเนินการเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีฐานะเป็นคู่สัญญา หรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น ๆ

2.1.7 เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติงานตามสัญญาเพื่อยื่นขออนุมัติจากสถาบันการเงิน

2.1.8 เป็นการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อการศึกษา วิจัย การจัดทำสถิติ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

2.2 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายใต้มาตราการป้องกัน โดยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวบริษัทจะใช้เพื่อการติดต่อและเสนอบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือใช้เพื่อยื่นข้อเสนออื่น ๆ อันเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของบริษัทหรือบริษัทภายในเครือ และใช้เพื่อแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และจดหมายข่าวต่าง ๆ ให้กับเจ้าของข้อมูลได้รับทราบและบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคคลไว้ภายใต้มาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในการรับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บุคคลากรของบริษัทปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และจะดำเนินการป้องกันมิให้ข้อมูลสูญหาย หรือถูกนำไปเปิดเผยโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของข้อมูล หรือนำไปหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยเด็ดขาด

2.3 สิทธิและความประสงค์ของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล

บริษัทจะเปิดเผยรายละเอียดของข้อมูลส่วนบุคคล หรือยินยอมให้มีการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัททำการเก็บรักษาไว้ก็ต่อเมื่อบริษัทได้รับการแจ้งความประสงค์มาจากเจ้าของข้อมูล ผู้สืบสิทธิ ทายาทตามกฎหมาย ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย โดยผู้ขอเปิดเผยสามารถแจ้งความประสงค์มาทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือมายังบริษัทพร้อมกับเอกสารแสดงสิทธิที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว

2.4 ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลประเภทต่าง ๆ ไว้ตามกำหนดระยะเวลาการใช้งานข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความประสงค์ให้บริษัททำการโอน ลบ หรือทำลายข้อมูลนั้น ๆ เสีย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิที่จะแจ้งให้บริษัททราบทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งมายังบริษัทโดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งบริษัทจะดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามระเบียบขั้นตอนการดำเนินงานภายในบริษัท

3. มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยบริษัท

บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจึงกำหนดให้มีมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ทำลาย ใช้ แปลง แก้ไขหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนเพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ

3.1 ด้านหลักเกณฑ์ทั่วไปของบริษัท

3.1.1 ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากทางสื่อออนไลน์ หรือจากการทำสัญญาต่าง ๆ เช่น ชื่อ อายุ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประชาชน ข้อมูลทางการเงิน รวมไปถึงข้อมูลอื่นใดอันสามารถบ่งบอกตัวตนของบุคคลได้ จะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงไว้กับบริษัท และบริษัทจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ เว้นแต่เป็นกรณีที่บริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าว

                  3.1.2 หากบริษัทเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและขอความยินยอมทุกครั้งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศในเว็บไซต์ของบริษัทไม่น้อยกว่า 30 วัน

พร้อมกันนี้บริษัทจะวางมาตรการกำหนดให้มีการบันทึกการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ไว้เป็นหลักฐานด้วย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดให้เป็นอย่างอื่น

                  3.1.3 บริษัทจะทำการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายในฐานข้อมูลของบริษัท ทั้งนี้เพียงเพื่อใช้สำหรับการดำเนินงานตามสัญญาและการใช้งานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น และเมื่อข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้พ้นระยะเวลาการใช้งานไปแล้ว หรือได้พ้นระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลประจำหน่วนงานไปแล้ว บริษัทจะทำการลบและทำลายข้อมูลดังกล่าวตามมาตรการและแนวปฏิบัติที่บริษัทได้วางไว้

                  3.1.4 ในกรณีที่หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงระบบฐานข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ภายในบริษัท บริษัทจะควบคุมการดำเนินการของหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกนั้น ๆ โดยเคร่งครัด และวางมาตรการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปเผยแพร่โดยเด็ดขาด

Ornsirin (ORN)