Facebook Tracking Pixel

ส่องกลยุทธ์ “ORN” ทุ่ม 1,000 ล้าน ปั้น Mill Hill เชียงใหม่ สู้ศึกโรงเรียนนานาชาติ 

ORN เดินหน้าลงทุนเกือบ 1,000 ล้านบาท ขยาย โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill เชียงใหม่ รองรับนักเรียนสูงสุด 900 คน ใช้จุดต่างด้านหลักสูตร บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวก เชื่อมดีมานด์โรงเรียนกับอสังหาฯ หนุนยอดขายบ้านและเพิ่มรายได้ประจำ 

ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยยังแข่งขันกันเข้มข้น โดยเฉพาะหัวเมืองสำคัญอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งยังมีความต้องการจากทั้งนักเรียนต่างชาติและคนไทยที่มองหาคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น ขณะที่เชียงใหม่มีโรงเรียนนานาชาติแล้ว 27 แห่ง แต่ยังมีช่องว่างสำหรับโรงเรียนที่มีแบรนด์จากอังกฤษเข้ามาสร้างความแตกต่าง

หนึ่งในผู้เล่นรายใหม่คือ “อรสิริน หรือ ORN” ที่เลือกนำ Mill Hill แบรนด์การศึกษาจากอังกฤษซึ่งมีประวัติศาสตร์ 220 ปี เข้ามาพัฒนาโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่ พร้อมวางจุดต่างทั้งด้านหลักสูตร บุคลากร และ Facility และเดินหน้าลงทุนรวมเกือบ 1,000 ล้านบาท

จากการลงพื้นที่สำรวจโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill Chiang Mai “ฐานเศรษฐกิจ” พบการวางองค์ประกอบของโรงเรียนที่มุ่งสร้างความแตกต่าง ทั้งด้านพื้นที่การเรียนรู้และสิ่งอำนวยความสะดวก ก่อนพูดคุยกับ นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ถึงทิศทางธุรกิจและการแข่งขันในตลาดโรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่

นายอรรคเดช กล่าวว่า อัตราการเติบโตของนักเรียนนานาชาติในเชียงใหม่สามารถเติบโตได้เร็วกว่าในกรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากนักเรียนต่างชาติมากกว่านักเรียนไทย กลุ่มหลัก ได้แก่ จีน เมียนมา และเกาหลีใต้ ซึ่งนิยมส่งบุตรหลานมาเรียนเชียงใหม่ เพราะค่าครองชีพถูกกว่า คุณภาพชีวิตดีกว่า และการจราจรติดขัดน้อยกว่า

เชียงใหม่ต่างชาติ 60% จีนครึ่งหนึ่ง สะท้อนตลาดต่างจากกรุงเทพฯ 

โครงสร้างนักเรียนเป็นอีกจุดที่ทำให้ตลาดเชียงใหม่แตกต่างจากกรุงเทพฯ โดยกรุงเทพฯ นักเรียนโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่เป็นคนไทยประมาณ 70% และต่างชาติประมาณ 30% แต่สำหรับโรงเรียนของอรสิริน นักเรียนไทยมีประมาณ 40% และต่างชาติประมาณ 60% โดยในกลุ่มต่างชาติราวครึ่งหนึ่งเป็นคนจีน ส่วนที่เหลือมาจากเมียนมา เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และอเมริกัน

นายอรรคเดชกล่าวว่า แม้จำนวนเด็กไทยที่ลดลงอาจเป็นความเสี่ยงส่วนหนึ่ง แต่ด้วยธรรมชาติของตลาดเชียงใหม่ที่มีนักเรียนต่างชาติ 60% อุปสรรคดังกล่าวจึงลดลง

นอกจากนี้ เชียงใหม่ยังมีรูปแบบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติแตกต่างจากภูเก็ต โดยภูเก็ตมีลักษณะเข้าและออกค่อนข้างมาก บางครอบครัวอยู่ 2-3 ปีแล้วอาจย้ายตามผู้ปกครองไปที่อื่น ขณะที่เชียงใหม่ เมื่อเข้ามาอยู่แล้วมีการตั้งถิ่นฐาน ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม และอยู่อาศัยระยะยาว

ดึง Mill Hill อังกฤษ 220 ปี สร้างความต่าง

ผู้บริหารเล่าว่า อรสิรินเลือกนำแบรนด์ Mill Hill จากอังกฤษเข้ามา โดยนายอรรคเดชมองว่า โรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็น Local Brand ทั้งโรงเรียนของมูลนิธิและโรงเรียนที่บุคคลทั่วไปสร้างขึ้นเอง ขณะที่ Mill Hill มีชื่อเสียง มีเครือข่าย และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน 220 ปี รวมถึงมีโรงเรียนในเครือประมาณ 16-17 โรงเรียนในอังกฤษ ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะช่วยสร้างความแตกต่างได้

ผู้บริหารอธิบายว่า จุดแตกต่างของโรงเรียนอยู่ที่ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ Facility บุคลากร และหลักสูตร ด้านบุคลากร ครูต้องมี PGCE License (Postgraduate Certificate in Education) หรือวุฒิครู โดยาจะไม่ใช้ครูที่เป็น Backpacker และเข้ามาสอนโดยไม่มีประสบการณ์ เนื่องจากต้องการควบคุมคุณภาพการเรียนการสอน

ด้านหลักสูตร โรงเรียนใช้หลักสูตรเดียวกับ Mill Hill ในอังกฤษ โดยมี National British Curriculum เป็นหลักสูตรแกนกลาง และเพิ่มเติม Creative Curriculum ซึ่ง Mill Hill เขียนขึ้นเอง โดยรูปแบบการเรียนการสอนใช้ธีม เช่น Amazing Asia โดยนำศิลปะ วัฒนธรรม ภาษา และคณิตศาสตร์มาสอดแทรกในกิจกรรมภายใต้ธีม เพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมกับการเรียนมากขึ้น แทนการเรียนจากหนังสือเพื่อท่อง อ่าน และจำเพียงอย่างเดียว อีกส่วนคือ Forest School ซึ่งมีลักษณะคล้ายการเรียนลูกเสือ แต่เพิ่มเติมเรื่องสิ่งแวดล้อม ชีววิทยา วิทยาศาสตร์ การทำงานเป็นทีม และการช่วยเหลือตัวเองในธรรมชาติ

ใส่ DNA ความยั่งยืนผ่าน Mill Hill Mindset

โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่าน Mill Hill Mindset ซึ่งประกอบด้วย 6 คุณลักษณะ ได้แก่ Stewardship ความรับผิดชอบ, Integrity ความมีคุณธรรมและจริยธรรม, Innovation นวัตกรรม, Resilience ความยืดหยุ่น, Respect การให้เกียรติและเคารพผู้อื่น และ Creativity ความคิดสร้างสรรค์

นายอรรคเดชมองว่า แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับ ESG ในมิติด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล เพราะการที่เด็กเติบโตขึ้นและมีความรักธรรมชาติ มีธรรมาภิบาล มี Ethics และมีจริยธรรม ต้องได้รับการสั่งสอนจากโรงเรียน

“โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับ Integrity การทำดีแม้ไม่มีใครเห็น รวมถึง Respect การเคารพตัวเอง ผู้อื่น และสิทธิของผู้อื่น และ Stewardship ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบต่อตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม”

“DNA ความยั่งยืน” สร้างคุณค่าธุรกิจระยะยาว 

นายอรรคเดชกล่าวว่า การใส่ DNA ด้านความยั่งยืนเข้าไป เพื่อสร้างคุณค่าให้กับโรงเรียนและเด็ก เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาว เพราะปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาสินค้าเพียงความสวยงามหรือความสะดวกสบาย แต่ยังมองหาความยั่งยืน

“ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้น้ำ การใช้ไฟ หรือการลด Carbon Footprint แต่ยังรวมถึงสุขภาพ สังคม และคุณภาพชีวิต เมื่อมองกลับมาที่สินค้าและบริการ สิ่งที่ขายและความรู้ที่ส่งมอบจึงต้องตอบโจทย์มิติเหล่านี้ด้วย”

ผู้บริหารมองว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงโรงเรียนที่ถูกและดี เพราะมีอยู่จำนวนมาก แต่ต้องการความแตกต่างจากคุณค่าที่หาไม่ได้จากที่อื่น โดยความยั่งยืนต้องครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ สินค้าที่ส่งมอบ ไปจนถึงการบริการ และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นอกจากความยั่งยืนแล้ว สิ่งที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญคือความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์และบริการ โดยผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการใช้งานในปัจจุบัน

“ยกตัวอย่างธุรกิจบ้าน ต้องมองไปข้างหน้า 20-30 ปีว่า เมื่อผู้บริโภคซื้อบ้านแล้ว บ้านยังตอบโจทย์เมื่ออายุมากขึ้นหรือไม่ จึงมีแนวคิดเรื่อง Universal Design รวมถึงการประหยัดน้ำและไฟ”

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค เช่น จำนวนบุตรที่น้อยลง และบางคนไม่มีลูกแต่เลี้ยงสัตว์เสมือนเป็นลูก ทำให้โครงการอาจต้องรองรับ Pet-friendly และมีพื้นที่อย่าง Pet Park รวมถึงพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงอาบน้ำและวิ่งเล่น

ความท้าทาย ปรับหลักสูตรอังกฤษให้เข้ากับไทย

การนำแบรนด์และหลักสูตรจากอังกฤษเข้ามายังมีความท้าทาย โดยเฉพาะการนำอัตลักษณ์ทั้งหมดจากอังกฤษมาปรับใช้กับคนไทยและผู้ปกครองชาวเอเชีย ซึ่งมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการเรียนการสอน 

“ตัวอย่างคือ Mill Hill ในอังกฤษไม่ได้เรียนภาษาไทยและภาษาจีน แต่โรงเรียนในไทยเพิ่มเติมทั้ง 2 ภาษา โดยภาษาไทยเป็นภาคบังคับ ส่วนภาษาจีนมองว่ามีความสำคัญต่ออนาคตของเด็ก”

นอกจากนี้ โรงเรียนยังปรับการเรียนด้าน STEM โดย Mill Hill ในอังกฤษอาจเรียน Robotics ในระดับเด็กโต แต่โรงเรียนในไทยจะให้เด็กเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา และมี Robotics Labs รองรับ การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับยุคสมัย วัฒนธรรม และบริบทของพื้นที่ รวมถึงการเติมเนื้อหาใหม่ ๆ จึงเป็นหนึ่งในความท้าทายของธุรกิจ

“อีกความท้าทายคือ อรสิรินไม่เคยทำธุรกิจโรงเรียนมาก่อน การเข้าสู่ธุรกิจใหม่จึงมีความเสี่ยงทั้งเรื่องจำนวนนักเรียนและการลงทุนที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยบริษัทมองว่าต้องปรับปรุงและเดินหน้าต่อไป”

3 กลยุทธ์สู้ตลาด ต้อง “ดีกว่า” ไม่ใช่แค่เท่าคู่แข่ง

นายอรรคเดชกล่าวว่า เมื่อบริษัทเข้ามาทำธุรกิจโรงเรียนในช่วงหลัง กลยุทธ์จึงต้องสร้างความแตกต่าง เพราะหากทำได้เพียงเท่ากับคู่แข่งก็ไม่สามารถสู้ได้

“โรงเรียนของเราเข้าหลังโรงเรียนอื่นเพราะฉะนั้นการที่ทำให้เท่าคนอื่น ก็สู้คนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ดีกว่า”

หนึ่งในจุดต่างคือ Facility หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ผู้บริหารมองว่าโรงเรียนในเชียงใหม่บางแห่งอาจยังมีสนามกีฬา โรงยิมเนเซียม และห้องแล็บที่ได้มาตรฐานไม่ครบ บริษัทจึงนำสิ่งเหล่านี้มาเติมในโรงเรียน

ขณะเดียวกันโรงเรียนมีทำเลที่มีทะเลสาบและพื้นที่สำหรับ Forest School จึงสามารถพัฒนา Water Sport Facility ให้นักเรียนพายเรือคายัคและแคนูได้

ส่วนบุคลากร บริษัทระบุว่าจ้างครูในระดับราคาสูงที่สุดในเชียงใหม่ เพื่อแลกกับครูที่มีประสบการณ์และมีวุฒิครู โดยครูต้องผ่านการตรวจประวัติอาชญากรรมและมีประสบการณ์การสอน ไม่ใช่ครูที่เพิ่งจบและไม่เคยสอนมาก่อน

ปี 2 นักเรียน 180 คน ขยายถึง Year 9

ผู้บริหารอธิบายว่า โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีนักเรียน 80 คน ตั้งแต่ Nursery ถึง Year 6 และเปิดชั้นละ 1 ห้อง เนื่องจากในปีแรกยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา Facility

เข้าสู่ปีการศึกษาที่ 2 ปัจจุบันมีนักเรียนประมาณ 180 คน เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และขยายการเปิดสอนตั้งแต่ Nursery ถึง Year 9 หรือประมาณ ม.2 ในระบบการศึกษาไทย

“หลังจากนี้จะทยอยเปิดเพิ่มปีละ 1 ชั้น เพื่อให้มีเวลาการเตรียมความพร้อม เตรียมนักเรียนสำหรับการสอบ โดยนักเรียน Year 9 เมื่อขึ้น Year 10 จะต้องสอบ IGCSE ซึ่งเทียบได้กับการสอบระดับ ม.3 ของไทย”

โรงเรียนต้องการใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมนักเรียน โดยเฉพาะการค้นหาความสนใจและวิชาที่นักเรียนต้องการเรียนต่อ ตัวอย่างเช่น หากนักเรียนต้องการเรียนวิศวกรรมในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ อาจเลือกเรียนประมาณ 4 วิชา และต้องเรียนแต่ละวิชาอย่างลึกเพื่อให้ได้คะแนนสูง ครูจึงต้องช่วยนักเรียนค้นหาความชอบ ก่อนโฟกัสและเรียนเฉพาะด้านอย่างเจาะลึก

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมีแผนทยอยเปิดระดับชั้นจนในอีกประมาณ 4 ปีจากนี้ จะเปิดครบถึง Year 13

ลงทุน 3 เฟส เกือบ 1,000 ล้าน รองรับ 900 คน

การลงทุนโรงเรียนแบ่งเป็น 3 เฟส โดย 2 เฟสแรกใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 600 ล้านบาท ไม่รวมที่ดิน และเหลือเฟส 3 อีกไม่เกิน 300 ล้านบาท ทำให้เมื่อครบทั้งโครงการจะมีเงินลงทุนประมาณ เกือบ 1,000 ล้านบาท

ผู้บริหารอธิบายว่า บริษัทเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด โดยโรงเรียนจากอังกฤษไม่ได้เข้ามาร่วมลงทุน และบริษัทเป็นผู้บริหารจัดการเงินลงทุน ต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอง

“เฟส 1 และ 2 เน้นห้องเรียน อาคารเรียน และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กประถมศึกษา ขณะที่การลงทุนในปีนี้และปีหน้าจะเน้นเด็กระดับ High School รวมถึงอาคารเรียนสำหรับ Year 13”

เมื่อเปิดครบถึง Year 13 โรงเรียนตั้งเป้ารับนักเรียนสูงสุดชั้นละ 3 ห้อง ห้องละไม่เกิน 20 คน รวม 15 ชั้นเรียน หากเต็มทุกชั้นและทุกห้อง จะรองรับนักเรียนได้ประมาณ 900 คน

ค่าเทอมเฉลี่ย 6 แสนบาท รายได้แตะ 500 ล้าน

ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติอยู่ภายใต้บริษัท อรสิริน เอ็ดดูเคชั่น ซึ่งเป็นบริษัทลูกของอรสิริน โดยบริษัทเป็นผู้ลงทุน และเมื่อมีรายได้จะรับรู้ผ่าน อรสิริน เอ็ดดูเคชั่น ก่อนแบ่งส่วนและจ่ายปันผลกลับไปยัง อรสิริน โฮลดิ้ง

ปัจจุบันค่าเทอมตั้งแต่ Nursery ถึง Year 9 อยู่ที่ประมาณ 400,000-700,000 กว่าบาทต่อปี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาทต่อปี เมื่อรวมเด็กเล็กและเด็กโต

ค่าเทอมเริ่มต้น 400,000 บาทรวมค่าแรกเข้า ค่าอุปกรณ์ อาหารกลางวัน และกิจกรรมเสริมหลังเลิกเรียนแล้ว ยกเว้นชุดนักเรียน โดยโรงเรียนระบุว่าจะไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจุกจิกเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง

จากจำนวนนักเรียนปัจจุบันเกือบ 200 คน คาดว่าจะสร้างรายได้ประจำประมาณ 100 กว่าล้านบาทต่อปี หากเพิ่มเป็น 800-900 คน คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงเรียนมีเงินลงทุนสูงและมีต้นทุนบุคลากรจากการจ้างครูที่มีคุณภาพ บริษัทจึงมองว่าจำนวนนักเรียนที่เริ่มเห็นกำไรอยู่ที่ประมาณ 300 คน และคาดว่าปีหน้าจะเข้าใกล้เป้าหมายดังกล่าว

เตรียม Exchange Program-Boarding School เสริมหลักสูตร 

หลังโรงเรียนและ Sport Facility เสร็จในปีหน้า มีแผนทำ Exchange Program กับโรงเรียนในอังกฤษ โดยนักเรียนในไทยอาจเดินทางไป Summer หรือ Exchange เป็นเวลา 2 เทอม หรือ 1 ปี ขณะเดียวกันนักเรียนจากอังกฤษก็อาจเดินทางมาเรียนที่ไทยได้เช่นกัน

นอกจากนี้ มีแผนสร้าง Boarding School ในปี 2571 เพื่อรองรับนักเรียนจากอังกฤษที่เดินทางมาแลกเปลี่ยน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องที่พักและการดูแล และยังเป็นอีกช่องทางสร้างรายได้ประจำให้กับโรงเรียนและบริษัทโฮลดิ้ง

ส่วนแผนระยะต่อไปคือ Sport Partnership กับทางอังกฤษ โดย Mill Hill มี Partnership Program กับสโมสรฟุตบอล สนามฮอกกี้ และกีฬาขี่ม้า บริษัทจึงอาจเชิญสโมสรฟุตบอลจากอังกฤษที่มีสัญญากับทางโรงเรียนเข้ามาเปิด Football Academy ในไทย

ปัจจุบันสัญญากับ สเปอร์ส (Tottenham Hotspur) เพิ่งหมดลง และอยู่ระหว่างการพูดคุยกับสโมสรฟุตบอลอีกแห่ง โดยแผนดังกล่าวเป็นโปรแกรมพิเศษที่จะนำมาเสริมหลักสูตรและสร้างความแตกต่างจากโรงเรียนอื่น

ORNSIRIN โครงการบ้านเชียงใหม่

Mill Hill Chiang Mai พร้อมขยาย ย้ำมาตรฐานครู-อุปกรณ์

ดร.ยุทธชัย ดำรงมณี ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนมีความพร้อมรองรับการขยาย ทั้งด้านครูและอุปกรณ์ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานของโรงเรียน ขณะที่อาคารและ Facility ต่าง ๆ อยู่ระหว่างการขยายเพื่อรองรับการขยายตัวของโรงเรียน ด้านบุคลากร โรงเรียนกำหนดให้ครูต้องสอนตรงตามสาย และเป็นครูจากอังกฤษ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปตามมาตรฐานที่โรงเรียนกำหนด

ดร.ยุทธชัย กล่าวว่า โรงเรียนต้องการแก้ปัญหาที่พบในโรงเรียนนานาชาติให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งเรื่องครู อาคาร หลักสูตร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญกับความพร้อมและมาตรฐานของทุกองค์ประกอบ สำหรับการรับสมัครนักเรียน โรงเรียนกำหนดให้นักเรียนต้องผ่านการสอบก่อน จึงจะสามารถเข้ามาเรียนได้

“จากการให้ความสำคัญกับคุณภาพและความพร้อมในทุกด้าน โรงเรียนมองตัวเองในระดับ The Bes  ของเชียงใหม่”

เทียบมาตรฐาน Mill Hill รักษาคุณภาพโรงเรียนนานาชาติ 

แม้บริษัทจะอยู่ใน Ecosystem ของโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่ แต่นายอรรคเดชระบุว่าไม่ได้มองตัวเองด้วยการเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่นในพื้นที่ แต่เปรียบเทียบกับโรงเรียนในอังกฤษ เนื่องจากอยู่ในเครือ Mill Hill Education Group

เป้าหมายคือการรักษามาตรฐานโรงเรียนในไทยให้เทียบเท่ากับโรงเรียนในอังกฤษ โดยมี Founding Team ซึ่งเป็นครูที่เข้ามาช่วยก่อตั้งโรงเรียน และหลายคนมาจากอังกฤษ

นอกจากนี้ โรงเรียนแม่ในอังกฤษจะส่งคนมา Audit ทุกปี ทั้งคุณภาพการเรียนการสอนและคุณภาพครู พร้อมให้คำแนะนำว่าต้องเพิ่มเติม แก้ไข หรือปรับปรุงส่วนใด รวมถึงมีการ Training ครูและปรับหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันมีครูต่างชาติประมาณเกือบ 40 คน หากรวมสตาฟชาวไทย ครูผู้ช่วย และครูภาษาไทยและภาษาจีน จะมีบุคลากรรวมประมาณ เกือบ 100 คน” 

ผู้ปกครองเห็นเด็กกล้าแสดงออก รอลุ้นผล IGCSE

ผู้บริหารกล่าววว่า หลังเปิดโรงเรียนมา 1 ปี โรงเรียนได้สัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครองถึงประสบการณ์การเรียน โดยนักเรียนระบุว่าชอบโรงเรียน และบางคนบอกว่าอยากให้พ่อแม่มาส่งเร็ว ๆ เพราะอยากมาเรียน

“นักเรียนบอกว่าครูรักและเข้าใจนักเรียน และสามารถเข้าหาครูได้เมื่อมีปัญหา ขณะที่นักเรียนบางคนที่ย้ายมาจากโรงเรียนอื่นกล่าวถึงครูว่าเป็น Best teacher ever” 

ด้านผู้ปกครองระบุว่าเห็นพัฒนาการของบุตรหลาน โดยเฉพาะความกล้าที่จะพูดและแชร์เรื่องต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งสิ่งที่พบเจอและสิ่งที่เรียนมา เนื่องจากโรงเรียนเปิดโอกาสให้เด็กคิดแตกต่างและพูดในสิ่งที่คิด

นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังเห็นพัฒนาการด้านภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ทั้งหมดจะต้องรอผลการสอบโดยนักเรียน Year 9 เมื่อขึ้น Year 10 จะต้องสอบ IGCSE (International General Certificate of Secondary Education) ซึ่งเป็นการสอบเทียบวุฒิระดับ Year 10-11 ของอังกฤษ และเป็นวุฒิพื้นฐานก่อนต่อยอดการศึกษาในระดับ A-Level หรือ AS-Level โดยโรงเรียนคาดว่าจะมีผลคะแนน IGCSE ออกมาในปีหน้า 

เชื่อมโรงเรียน-อสังหาฯ สร้าง Ecosystem รายได้ประจำ

ผู้บริหารอรสิริน กล่าวว่า ต้องการสร้าง Ecosystem ระหว่างหมู่บ้านกับโรงเรียน โดยลูกค้าที่ซื้อบ้านสามารถส่งบุตรหลานมาเรียนที่โรงเรียน ขณะที่โรงเรียนจะเข้ามาเติมพอร์ตด้าน Recurring Income และธุรกิจบ้านก็ยังสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้

หนึ่งในแนวทางคือการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ด้านค่าเทอม โดยผู้ปกครองที่ซื้อบ้านของอรสิรินจะได้รับส่วนลดค่าเทอม ขณะที่ผู้ที่ซื้อบ้านจากโครงการอื่นจะไม่ได้รับส่วนลดดังกล่าว

บริษัทต้องการให้เมื่อผู้ปกครองซื้อบ้านและส่งบุตรหลานมาเรียนที่โรงเรียนเดียวกัน จะเกิดสังคมและชุมชนตามมา ก่อนต่อยอดไปสู่ Community Mall และกิจกรรมเชิงพาณิชยกรรม 

“ในอนาคต บริเวณทางเข้าโรงเรียนมีแผนพัฒนา Community Mall รวมถึงอาจมี Sport Complex และธุรกิจ Wellness เข้ามาต่อยอดและเชื่อมต่อกัน เพื่อสร้างชุมชนให้ใหญ่ขึ้นและเพิ่มรายได้ประจำ”

2 โครงการบ้านใกล้โรงเรียนยอดขายไปได้ดี

ปัจจุบันมีโครงการบ้านแนวราบใกล้โรงเรียน 2 โครงการ ได้แก่ Belief ระดับราคา 4-8 ล้านบาท และ Habitat ระดับราคา 6-15 ล้านบาท

“มี 2 โครงการที่สร้างไม่ทันยอดขาย ขณะที่โครงการอื่นของบริษัท ยอดขายเป็นไปตามภาวะตลาด ซึ่งมีทั้งช่วงที่ดีและไม่ดี” 

บริษัทมองว่าธุรกิจโรงเรียนและอสังหาริมทรัพย์มีความเชื่อมโยงกัน เพราะเมื่อมีโรงเรียนที่ดี ความต้องการที่อยู่อาศัยของครูและผู้ปกครองที่ต้องการอยู่ใกล้โรงเรียนก็เพิ่มขึ้น ทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ซื้อเพื่อปล่อยเช่า และซื้อเพื่อการลงทุน ซึ่งช่วยส่งเสริมการขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท

 

ข่าวสารไลฟ์สไตล์ และการอยู่อาศัย

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

1. หลักการและเหตุผล

เนื่องด้วยในปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพสังคมในปัจจุบัน ทั้งด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยอันเกี่ยวกับข้อมูลออนไลน์ กลุ่มบริษัทอรสิรินจำกัด (บริษัทฯ) ได้เห็นความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลากรและลูกค้า รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกท่านได้ทราบถึงนโยบายและวิธีปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท บริษัทจึงได้ประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้คือ

2. นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

2.1 การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท

ใช้บังคับในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากการทำสัญญาที่มีบริษัทเป็นคู่สัญญา และให้รวมไปถึงข้อมูลที่บริษัทได้รับมาจากสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยบริษัทจะใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย และจะดำเนินการปฏิบัติเก็บรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเป็นหลักสำคัญโดยวิธีการอันเปิดเผย และเป็นธรรม ซึ่งการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บริษัทจะดำเนินการภายใต้ความยินยอมของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และจะดำเนินการเพียงเท่าที่จำเป็นแก่การให้บริการภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้คือ:-

2.1.1 เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล , พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ , พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา , ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา รวมไปถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2.1.2 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล

2.1.3 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการขอความยินยอมไม่อาจกระทำได้ในเวลานั้น

2.1.4 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท

2.1.5 เป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

2.1.6 เป็นการดำเนินการเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีฐานะเป็นคู่สัญญา หรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น ๆ

2.1.7 เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติงานตามสัญญาเพื่อยื่นขออนุมัติจากสถาบันการเงิน

2.1.8 เป็นการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อการศึกษา วิจัย การจัดทำสถิติ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

2.2 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายใต้มาตราการป้องกัน โดยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวบริษัทจะใช้เพื่อการติดต่อและเสนอบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือใช้เพื่อยื่นข้อเสนออื่น ๆ อันเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของบริษัทหรือบริษัทภายในเครือ และใช้เพื่อแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และจดหมายข่าวต่าง ๆ ให้กับเจ้าของข้อมูลได้รับทราบและบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคคลไว้ภายใต้มาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในการรับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บุคคลากรของบริษัทปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และจะดำเนินการป้องกันมิให้ข้อมูลสูญหาย หรือถูกนำไปเปิดเผยโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของข้อมูล หรือนำไปหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยเด็ดขาด

2.3 สิทธิและความประสงค์ของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล

บริษัทจะเปิดเผยรายละเอียดของข้อมูลส่วนบุคคล หรือยินยอมให้มีการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัททำการเก็บรักษาไว้ก็ต่อเมื่อบริษัทได้รับการแจ้งความประสงค์มาจากเจ้าของข้อมูล ผู้สืบสิทธิ ทายาทตามกฎหมาย ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย โดยผู้ขอเปิดเผยสามารถแจ้งความประสงค์มาทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือมายังบริษัทพร้อมกับเอกสารแสดงสิทธิที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว

2.4 ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลประเภทต่าง ๆ ไว้ตามกำหนดระยะเวลาการใช้งานข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความประสงค์ให้บริษัททำการโอน ลบ หรือทำลายข้อมูลนั้น ๆ เสีย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิที่จะแจ้งให้บริษัททราบทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งมายังบริษัทโดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งบริษัทจะดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามระเบียบขั้นตอนการดำเนินงานภายในบริษัท

3. มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยบริษัท

บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจึงกำหนดให้มีมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ทำลาย ใช้ แปลง แก้ไขหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนเพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ

3.1 ด้านหลักเกณฑ์ทั่วไปของบริษัท

3.1.1 ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากทางสื่อออนไลน์ หรือจากการทำสัญญาต่าง ๆ เช่น ชื่อ อายุ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประชาชน ข้อมูลทางการเงิน รวมไปถึงข้อมูลอื่นใดอันสามารถบ่งบอกตัวตนของบุคคลได้ จะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงไว้กับบริษัท และบริษัทจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ เว้นแต่เป็นกรณีที่บริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าว

                  3.1.2 หากบริษัทเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและขอความยินยอมทุกครั้งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศในเว็บไซต์ของบริษัทไม่น้อยกว่า 30 วัน

พร้อมกันนี้บริษัทจะวางมาตรการกำหนดให้มีการบันทึกการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ไว้เป็นหลักฐานด้วย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดให้เป็นอย่างอื่น

                  3.1.3 บริษัทจะทำการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายในฐานข้อมูลของบริษัท ทั้งนี้เพียงเพื่อใช้สำหรับการดำเนินงานตามสัญญาและการใช้งานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น และเมื่อข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้พ้นระยะเวลาการใช้งานไปแล้ว หรือได้พ้นระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลประจำหน่วนงานไปแล้ว บริษัทจะทำการลบและทำลายข้อมูลดังกล่าวตามมาตรการและแนวปฏิบัติที่บริษัทได้วางไว้

                  3.1.4 ในกรณีที่หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงระบบฐานข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ภายในบริษัท บริษัทจะควบคุมการดำเนินการของหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกนั้น ๆ โดยเคร่งครัด และวางมาตรการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปเผยแพร่โดยเด็ดขาด

Ornsirin (ORN)