ขั้นตอนการ โอนกรรมสิทธิ์บ้านเชียงใหม่ ปี 2026: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้เริ่มต้น

การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิตของใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพสูงทางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม กระบวนการซื้อขายไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่การวางเงินมัดจำหรือการยื่นกู้ผ่านสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ขั้นตอนสุดท้ายที่มีความสำคัญที่สุดทางกฎหมายคือ “การโอนกรรมสิทธิ์” ณ สำนักงานที่ดิน การเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้การเป็นเจ้าของ บ้านเชียงใหม่ เป็นไปอย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย

บทความนี้จะนำเสนอขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์อย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะดำเนินการ โอนบ้าน 2026 โดยเน้นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับมือใหม่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. ความสำคัญของการเตรียมตัวก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์

การโอนกรรมสิทธิ์คือกระบวนการทางกฎหมายที่เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้จะซื้อ” เป็น “เจ้าของกรรมสิทธิ์” อย่างเป็นทางการ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในเรื่องเอกสารหรือการเตรียมงบประมาณ อาจส่งผลให้การทำนิติกรรมล่าช้า หรือไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว ซึ่งอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงหรือค่าปรับตามสัญญาซื้อขายได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการซื้อขายหนาแน่น การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการ ณ สำนักงานที่ดินได้อย่างมาก ผู้ซื้อและผู้ขายจึงควรทำความเข้าใจขั้นตอนและตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนถึงวันนัดหมาย

  1. เอกสารที่ต้องเตรียม (สำหรับบุคคลธรรมดา)

ความครบถ้วนของเอกสารเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดความราบรื่นของกระบวนการ ทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องจัดเตรียมเอกสารทั้งฉบับจริงและสำเนา ดังนี้:

สำหรับผู้ขาย:

  1. โฉนดที่ดินฉบับจริง: ต้องไม่ชำรุดและมีรายละเอียดครบถ้วน
  2. บัตรประจำตัวประชาชน: พร้อมสำเนาที่ลงนามรับรองถูกต้อง
  3. ทะเบียนบ้าน: ฉบับจริงและสำเนา
  4. เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี): หากชื่อในโฉนดไม่ตรงกับบัตรประชาชนปัจจุบัน
  5. ทะเบียนสมรส หรือ ทะเบียนหย่า (ถ้ามี)
  6. หนังสือยินยอมจากคู่สมรส: กรณีสมรสแล้ว คู่สมรสต้องลงนามยินยอมในการขาย
  7. บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของคู่สมรส: (สำเนา)

สำหรับผู้ซื้อ:

  1. บัตรประจำตัวประชาชน: ฉบับจริงและสำเนา
  2. ทะเบียนบ้าน: ฉบับจริงและสำเนา
  3. หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย: (ทด.13) หรือเอกสารข้อตกลงที่ทำไว้
  4. เอกสารทางการเงิน: แคชเชียร์เช็คสำหรับชำระค่าบ้าน (สั่งจ่ายผู้ขาย) และสำหรับชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ (กรณีไม่ได้จ่ายเงินสด)
  5. เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล และเอกสารสถานะทางครอบครัว: เช่นเดียวกับผู้ขาย

หมายเหตุ: หากมีการกู้สินเชื่อจากธนาคาร เจ้าหน้าที่ธนาคารมักจะเป็นผู้เตรียมเอกสารในส่วนของสัญญาจำนองให้ แต่ผู้ซื้อยังคงต้องเตรียมเอกสารส่วนตัวให้ครบถ้วน

  1. โครงสร้างค่าใช้จ่ายวันโอน: สิ่งที่ต้องรู้ในปี 2026

การวางแผนงบประมาณสำหรับ ค่าโอนบ้าน เป็นสิ่งที่ผู้ซื้อและผู้ขายต้องตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขาย โดยอัตราค่าธรรมเนียมและภาษีหลัก ๆ ที่ใช้บังคับ (อ้างอิงอัตรามาตรฐาน ณ ปัจจุบัน ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐบาลในปี 2026) มีดังนี้:

  1. ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์: คิดในอัตรา 2% ของราคาประเมินกรมที่ดิน (โดยปกติมักตกลงแบ่งจ่ายคนละครึ่งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย หรือตามแต่ตกลง)
  2. ค่าจดจำนอง: คิดในอัตรา 1% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นภาระของผู้ซื้อที่กู้เงินจากสถาบันการเงิน หากซื้อเงินสดจะไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้
  3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (หัก ณ ที่จ่าย): คิดแบบขั้นบันไดตามจำนวนปีที่ถือครองและราคาประเมิน เป็นภาระของผู้ขาย
  4. อากรแสตมป์: คิดในอัตรา 0.5% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) ใช้ในกรณีที่ผู้ขายถือครองเกิน 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี
  5. ภาษีธุรกิจเฉพาะ: คิดในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) ใช้ในกรณีที่ผู้ขายถือครองไม่ถึง 5 ปี และไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี (หากเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะได้รับยกเว้นค่าอากรแสตมป์)

การคำนวณค่าใช้จ่ายเหล่านี้ควรทำล่วงหน้า เพื่อเตรียมแคชเชียร์เช็คหรือเงินสดให้พอดี โดยเฉพาะการ จดจำนอง ที่ต้องเตรียมแยกส่วนต่างหาก

สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่

4. ขั้นตอนการดำเนินการ ณ กรมที่ดินเชียงใหม่

เมื่อถึงวันนัดหมาย ณ กรมที่ดินเชียงใหม่ (หรือสำนักงานที่ดินสาขาที่รับผิดชอบเขตพื้นที่ของอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ) ขั้นตอนการปฏิบัติงานจะมีลำดับดังนี้:

  1. รับบัตรคิว: ควรเดินทางไปถึงตั้งแต่ช่วงเช้า (08.00 – 08.30 น.) เพื่อรับบัตรคิวประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นและจัดเตรียมคำขอ
  2. ยื่นเรื่องที่ฝ่ายชำนาญงาน: เมื่อถึงคิว ผู้ซื้อและผู้ขาย (พร้อมเจ้าหน้าที่ธนาคาร หากมีการกู้) เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อเซ็นเอกสารต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าหน้าที่จะทำการประเมินทุนทรัพย์และคำนวณค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
  3. ชำระเงิน: นำใบประเมินค่าใช้จ่ายไปชำระเงินที่ช่องการเงิน แนะนำให้เตรียมเงินสดสำหรับค่าธรรมเนียมเล็กน้อย ส่วนยอดใหญ่ควรใช้แคชเชียร์เช็คเพื่อความปลอดภัยและความรวดเร็ว
  4. พิมพ์สลักหลังโฉนด: เมื่อชำระเงินเรียบร้อย นำใบเสร็จกลับมาให้เจ้าหน้าที่โต๊ะเดิม เพื่อดำเนินการพิมพ์ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์คนใหม่ลงด้านหลังโฉนดที่ดิน
  5. ตรวจสอบและรับโฉนด: ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ผู้ซื้อต้องตรวจสอบความถูกต้องของชื่อ-นามสกุล และรายละเอียดต่าง ๆ บนโฉนดก่อนรับมอบ สำหรับผู้ที่กู้ธนาคาร โฉนดฉบับจริงจะถูกเก็บไว้ที่ธนาคาร ผู้ซื้อจะได้รับสำเนาโฉนดเก็บไว้เป็นหลักฐาน

กระบวนการทั้งหมดนี้ หากเอกสารครบถ้วนและคิวไม่ยาวมาก จะใช้เวลาประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวันทำการ การเลือกซื้อ บ้านเชียงใหม่ ในโครงการจัดสรรบางแห่ง อาจมีเจ้าหน้าที่โครงการคอยอำนวยความสะดวกในขั้นตอนนี้

สิ่งที่ต้องดำเนินการหลังการโอนกรรมสิทธิ์

เมื่อการโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้น ภารกิจยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพื่อให้การเข้าอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ เจ้าของบ้านคนใหม่ต้องดำเนินการเรื่องสาธารณูปโภคและเอกสารทางราชการอื่น ๆ ต่อไป:

  1. การโอนมิเตอร์น้ำประปาและไฟฟ้า:
    • ไฟฟ้า: ติดต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในพื้นที่ เตรียมสัญญาซื้อขาย (ท.ด.13), บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน และใบเสร็จค่าประกันมิเตอร์เดิม (ถ้ามี) เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ไฟฟ้า
    • ประปา: ติดต่อการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ใช้เอกสารลักษณะเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ใช้น้ำและวางเงินประกันใหม่ (หากจำเป็น)
  2. การย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน:
    • นำสัญญาซื้อขาย (ท.ด.13) และบัตรประชาชน ไปติดต่อที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเทศบาลท้องถิ่น เพื่อขอเล่มทะเบียนบ้านเล่มใหม่ (กรณีบ้านใหม่) หรือย้ายชื่อเข้าเป็นเจ้าบ้าน (กรณีบ้านมือสอง) ภายใน 15 วันหลังจากย้ายเข้า
  3. การติดต่อฝ่ายนิติบุคคล (ถ้ามี):
    • นำหลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ไปแจ้งต่อนิติบุคคลหมู่บ้าน เพื่ออัปเดตข้อมูลสำหรับการชำระค่าส่วนกลาง และรับกุญแจรีโมทหรือคีย์การ์ดเข้า-ออกโครงการ
  4. ประกันอัคคีภัย:
    • ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยว่ามีความคุ้มครองครอบคลุมและถูกต้องตามชื่อเจ้าของใหม่หรือไม่

บทสรุป

การโอนกรรมสิทธิ์เป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและการเตรียมตัวที่ดี การเข้าใจกระบวนการตั้งแต่การเตรียมเอกสาร การคำนวณค่าใช้จ่าย ไปจนถึงขั้นตอนปฏิบัติงาน ณ สำนักงานที่ดิน จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถครอบครอง บ้านเชียงใหม่ ได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาภายหลัง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทำเลศักยภาพเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนในจังหวัดเชียงใหม่ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บทความแนะนำ 3 ทำเลทองน่าซื้อในเชียงใหม่ ปี 2026 เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกทรัพย์สินที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคต

ข่าวสารไลฟ์สไตล์ และการอยู่อาศัย

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

1. หลักการและเหตุผล

เนื่องด้วยในปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพสังคมในปัจจุบัน ทั้งด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยอันเกี่ยวกับข้อมูลออนไลน์ กลุ่มบริษัทอรสิรินจำกัด (บริษัทฯ) ได้เห็นความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลากรและลูกค้า รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกท่านได้ทราบถึงนโยบายและวิธีปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท บริษัทจึงได้ประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้คือ

2. นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

2.1 การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท

ใช้บังคับในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากการทำสัญญาที่มีบริษัทเป็นคู่สัญญา และให้รวมไปถึงข้อมูลที่บริษัทได้รับมาจากสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยบริษัทจะใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย และจะดำเนินการปฏิบัติเก็บรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเป็นหลักสำคัญโดยวิธีการอันเปิดเผย และเป็นธรรม ซึ่งการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บริษัทจะดำเนินการภายใต้ความยินยอมของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และจะดำเนินการเพียงเท่าที่จำเป็นแก่การให้บริการภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้คือ:-

2.1.1 เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล , พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ , พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา , ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา รวมไปถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2.1.2 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล

2.1.3 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการขอความยินยอมไม่อาจกระทำได้ในเวลานั้น

2.1.4 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท

2.1.5 เป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

2.1.6 เป็นการดำเนินการเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีฐานะเป็นคู่สัญญา หรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น ๆ

2.1.7 เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติงานตามสัญญาเพื่อยื่นขออนุมัติจากสถาบันการเงิน

2.1.8 เป็นการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อการศึกษา วิจัย การจัดทำสถิติ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

2.2 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายใต้มาตราการป้องกัน โดยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวบริษัทจะใช้เพื่อการติดต่อและเสนอบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือใช้เพื่อยื่นข้อเสนออื่น ๆ อันเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของบริษัทหรือบริษัทภายในเครือ และใช้เพื่อแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และจดหมายข่าวต่าง ๆ ให้กับเจ้าของข้อมูลได้รับทราบและบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคคลไว้ภายใต้มาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในการรับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บุคคลากรของบริษัทปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และจะดำเนินการป้องกันมิให้ข้อมูลสูญหาย หรือถูกนำไปเปิดเผยโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของข้อมูล หรือนำไปหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยเด็ดขาด

2.3 สิทธิและความประสงค์ของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล

บริษัทจะเปิดเผยรายละเอียดของข้อมูลส่วนบุคคล หรือยินยอมให้มีการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัททำการเก็บรักษาไว้ก็ต่อเมื่อบริษัทได้รับการแจ้งความประสงค์มาจากเจ้าของข้อมูล ผู้สืบสิทธิ ทายาทตามกฎหมาย ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย โดยผู้ขอเปิดเผยสามารถแจ้งความประสงค์มาทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือมายังบริษัทพร้อมกับเอกสารแสดงสิทธิที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว

2.4 ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลประเภทต่าง ๆ ไว้ตามกำหนดระยะเวลาการใช้งานข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความประสงค์ให้บริษัททำการโอน ลบ หรือทำลายข้อมูลนั้น ๆ เสีย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิที่จะแจ้งให้บริษัททราบทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งมายังบริษัทโดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งบริษัทจะดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามระเบียบขั้นตอนการดำเนินงานภายในบริษัท

3. มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยบริษัท

บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจึงกำหนดให้มีมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ทำลาย ใช้ แปลง แก้ไขหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนเพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ

3.1 ด้านหลักเกณฑ์ทั่วไปของบริษัท

3.1.1 ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากทางสื่อออนไลน์ หรือจากการทำสัญญาต่าง ๆ เช่น ชื่อ อายุ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประชาชน ข้อมูลทางการเงิน รวมไปถึงข้อมูลอื่นใดอันสามารถบ่งบอกตัวตนของบุคคลได้ จะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงไว้กับบริษัท และบริษัทจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ เว้นแต่เป็นกรณีที่บริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าว

                  3.1.2 หากบริษัทเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและขอความยินยอมทุกครั้งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศในเว็บไซต์ของบริษัทไม่น้อยกว่า 30 วัน

พร้อมกันนี้บริษัทจะวางมาตรการกำหนดให้มีการบันทึกการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ไว้เป็นหลักฐานด้วย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดให้เป็นอย่างอื่น

                  3.1.3 บริษัทจะทำการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายในฐานข้อมูลของบริษัท ทั้งนี้เพียงเพื่อใช้สำหรับการดำเนินงานตามสัญญาและการใช้งานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น และเมื่อข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้พ้นระยะเวลาการใช้งานไปแล้ว หรือได้พ้นระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลประจำหน่วนงานไปแล้ว บริษัทจะทำการลบและทำลายข้อมูลดังกล่าวตามมาตรการและแนวปฏิบัติที่บริษัทได้วางไว้

                  3.1.4 ในกรณีที่หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงระบบฐานข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ภายในบริษัท บริษัทจะควบคุมการดำเนินการของหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกนั้น ๆ โดยเคร่งครัด และวางมาตรการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปเผยแพร่โดยเด็ดขาด

Ornsirin (ORN)