Facebook Tracking Pixel

เตรียมตัวกู้เงินเพื่อซื้อบ้านเชียงใหม่: คู่มือฉบับสมบูรณ์

การตัดสินใจ ซื้อบ้านเชียงใหม่ ถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิต ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นการลงหลักปักฐานในเมืองที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ การหาบ้านพักตากอากาศเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวง หรือแม้แต่การลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนในอนาคต เชียงใหม่ยังคงเป็นทำเลทองที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ทุกรูปแบบ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของสนามบิน และการเกิดขึ้นของคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ๆ ทำให้มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การเดินเข้าไปชมโครงการบ้านสวยๆ แล้วตัดสินใจจอง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ด่านที่แท้จริงที่ท้าทายที่สุดคือ “การขอสินเชื่อบ้าน”

ธนาคารไม่ได้พิจารณาแค่อัตราเงินเดือนที่สูง แต่มองลึกลงไปถึงวินัยทางการเงิน ความสม่ำเสมอของรายได้ และความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ในระยะยาว บทความนี้คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะเจาะลึกทุกขั้นตอนการเตรียมตัวกู้เงิน เพื่อให้ความฝันในการมีบ้านที่เชียงใหม่ของคุณกลายเป็นความจริงได้อย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ

ORNSIRIN โครงการบ้านเชียงใหม่

1. ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระด้วย DSR (Debt Service Ratio)

ก่อนที่จะเริ่มมองหาทำเลหรือดีไซน์บ้าน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสำรวจกระเป๋าสตางค์ของตนเอง ธนาคารจะใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio หรือ DSR) เพื่อประเมินว่าคุณมีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนได้สูงสุดเท่าไหร่

โดยปกติแล้ว ธนาคารจะกำหนดให้ภาระหนี้รวมทั้งหมด (ซึ่งรวมถึงหนี้บ้านที่จะกู้ใหม่ หนี้ผ่อนรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆ) ต้องไม่เกิน 40% ถึง 60% ของรายได้รวมต่อเดือน ยิ่งคุณมีรายได้สูง สัดส่วน DSR ที่ธนาคารยอมรับได้ก็อาจจะขยับสูงขึ้นตามไปด้วย

กลยุทธ์การปรับแต่ง DSR ก่อนยื่นกู้:
หากตั้งเป้าหมายที่จะ ซื้อบ้านเชียงใหม่ ในช่วง 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการคือการ “ลดภาระหนี้เดิม” ให้เหลือน้อยที่สุด เริ่มจากการปิดบัญชีหนี้ก้อนเล็กๆ สินเชื่อหมุนเวียน หรือยอดค้างชำระบัตรเครดิตให้เป็นศูนย์ การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างในโครงสร้าง DSR ของคุณ ทำให้ธนาคารเห็นสภาพคล่องส่วนเกิน และพร้อมที่จะพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้ที่สูงขึ้นสำหรับการซื้อบ้าน

2. เช็คสุขภาพ “เครดิตบูโร” (Credit Bureau) ด่านแรกของการกู้ผ่าน

บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร จะทำหน้าที่รวบรวมและบันทึกประวัติการชำระหนี้ของคุณย้อนหลังไปถึง 36 เดือน ข้อมูลส่วนนี้คือกระจกสะท้อนพฤติกรรมทางการเงินที่ธนาคารให้ความสำคัญมากที่สุด

หลายคนเข้าใจผิดว่าการไม่มีหนี้เลยคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในมุมมองของการพิจารณาสินเชื่อ การมีประวัติการกู้ยืมและ “จ่ายตรงเวลาทุกงวด” คือการสร้าง Credit Score ที่แข็งแกร่งที่สุด การชำระล่าช้าเพียงแค่ไม่กี่วันในบางรอบบิล อาจถูกบันทึกและส่งผลกระทบต่อคะแนนความน่าเชื่อถือ ทำให้ธนาคารมองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

วิธีจัดการประวัติเครดิต:
หากเคยมีประวัติการค้างชำระ หรือที่เรียกกันติดปากว่าติดแบล็กลิสต์ ควรรีบติดต่อสถาบันการเงินเพื่อทำการเคลียร์ยอดค้างทั้งหมดทันที หลังจากนั้นจะต้องสร้างประวัติการชำระเงินใหม่ให้เป็นปกติอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 12 ถึง 24 เดือน ก่อนที่จะยื่นกู้ซื้อบ้าน นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ก้อนใหม่ หรือการสมัครบัตรเครดิตเพิ่มในช่วง 6 เดือนก่อนยื่นขอสินเชื่อบ้าน

3. อาชีพไหนก็ ซื้อบ้านเชียงใหม่ ได้ หากจัดเตรียมเอกสารเป๊ะ

ความมั่นคงและแหล่งที่มาของรายได้คือสิ่งที่ธนาคารต้องการพิสูจน์ การเตรียมเอกสารที่รัดกุมและชัดเจนจะช่วยลดข้อสงสัยของเจ้าหน้าที่พิจารณาสินเชื่อได้ทั้งหมด ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะการประกอบอาชีพ

  • มนุษย์เงินเดือนและพนักงานประจำ: ถือเป็นกลุ่มที่ธนาคารพิจารณาง่ายที่สุด เอกสารพื้นฐานที่ต้องใช้คือ สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือน (ยิ่งบริษัทมีความมั่นคงยิ่งดี) หนังสือรับรองรายได้ที่ระบุตำแหน่งงานและอายุงานอย่างชัดเจน และรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ที่มียอดเงินเดือนเข้าตรงกับสลิป นอกจากนี้ หลักฐานการเสียภาษี (ภ.ง.ด. 90/91 หรือ 50 ทวิ) จะเป็นตัวช่วยการันตีความถูกต้องของรายได้ขั้นสูงสุด
  • อาชีพอิสระ (Freelance) และเจ้าของธุรกิจส่วนตัว: เชียงใหม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วย Digital Nomad และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มนี้มักจะประสบปัญหาในการกู้บ้านเนื่องจากรายได้ที่ไม่แน่นอนในแต่ละเดือน การเตรียมตัวจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี หัวใจสำคัญคือ “การสร้าง Statement ที่สม่ำเสมอ” ต้องนำรายได้ทุกบาทเข้าบัญชีธนาคารอย่างมีระบบ เก็บหลักฐานการจ้างงาน สัญญาการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือ ทวิ 50 และใบเสร็จการเสียภาษี ธนาคารจะนำรายได้เฉลี่ยย้อนหลังมาคำนวณหาฐานรายได้ที่แท้จริง การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจนจะเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือได้อย่างมหาศาล

4. เข้าใจกลไกอัตราดอกเบี้ยบ้าน (MRR, MLR) และการรีไฟแนนซ์

การกู้ซื้อบ้านคือการทำสัญญาระยะยาว 20-30 ปี การเลือกอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมจึงมีผลโดยตรงต่อจำนวนเงินหลักแสนหรือหลักล้านบาทที่คุณต้องจ่ายไปกับดอกเบี้ย

  • MRR (Minimum Retail Rate): คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย
  • ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) vs ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate): โดยปกติแล้ว โปรโมชั่นสินเชื่อบ้านมักจะเสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ในระดับต่ำช่วง 1-3 ปีแรก เพื่อดึงดูดลูกค้า หลังจากนั้นจะปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (เช่น MRR – 1.5%) ซึ่งมักจะทำให้ค่างวดรายเดือนปรับตัวสูงขึ้น

เทคนิคการเลือกดอกเบี้ย: อย่ามองแค่ดอกเบี้ยปีแรกที่ถูกที่สุด แต่ให้พิจารณา “อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก” เป็นหลัก เนื่องจากเมื่อผ่อนชำระครบ 3 ปี ผู้กู้จะมีสิทธิ์ในการขอ “รีไฟแนนซ์ (Refinance)” หรือการขอย้ายไปกู้กับธนาคารอื่นเพื่อรับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง หรือการขอ “รีเทนชัน (Retention)” เพื่อขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม การวางแผนส่วนนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยประหยัดเงินได้มหาศาล

5. เตรียมรับมือกับ “ค่าใช้จ่ายแฝง” นอกเหนือจากค่าบ้าน

หลายคนเตรียมพร้อมแค่ส่วนของเงินดาวน์บ้าน ซึ่งมักจะอยู่ที่ประมาณ 5% ถึง 20% ของราคาประเมิน (ขึ้นอยู่กับนโยบาย LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงเวลานั้น) แต่ในกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่ต้องกันงบประมาณเผื่อเอาไว้ด้วย

  • ค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง: อัตราปกติ ค่าโอนกรรมสิทธิ์จะอยู่ที่ 2% ของราคาประเมินกรมที่ดิน (มักจะแบ่งจ่ายกันคนละครึ่งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย) และค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ ซึ่งในบางช่วงเวลา รัฐบาลอาจมีมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมเหล่านี้เพื่อกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์
  • ประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA): แม้จะไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำ แต่ธนาคารส่วนใหญ่มักมีโปรโมชั่นลดอัตราดอกเบี้ยหากผู้กู้ตัดสินใจทำประกัน MRTA ควบคู่ไปด้วย ประกันนี้มีประโยชน์ในการคุ้มครองครอบครัวของผู้กู้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หนี้บ้านก้อนนี้จะไม่ตกเป็นภาระของลูกหลาน
  • ค่าประเมินราคาและค่าใช้จ่ายจิปาถะ: เช่น ค่าอากรแสตมป์ ค่ามิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟ และส่วนกลางล่วงหน้า ซึ่งต้องเตรียมเงินสดสำรองไว้ในวันโอนกรรมสิทธิ์

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ควรเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 5-10% ของราคาบ้าน สำหรับการตกแต่งภายใน การซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ หรือการต่อเติมพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้าอยู่อาศัยได้ทันทีโดยไม่ต้องไปกู้สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยแพงกว่ามาใช้

โครงการบ้านเชียงใหม่จาก อรสิริน ตอบโจทย์ทุกความคุ้มค่า

การเลือกโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือ จะยิ่งช่วยให้การประเมินราคาจากธนาคารผ่านได้ง่ายและได้วงเงินที่สูงขึ้น การตัดสินใจ ซื้อบ้านเชียงใหม่ กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ระดับแนวหน้าอย่าง อรสิริน (Ornsirin) ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นใจและคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) ที่เน้นความโปร่งโล่งสบายในโซนสันทราย ทาวน์โฮมทำเลศักยภาพที่รองรับการขยายครอบครัวในโซนสันกำแพง หรือคอนโดมิเนียมหรูพร้อมอยู่ใกล้ มช. ทุกโครงการล้วนผ่านกระบวนการคัดสรรทำเลศักยภาพสูงและการก่อสร้างที่ได้มาตรฐานระดับสากล

ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกโครงการที่มีชื่อเสียงและระบบการจัดการที่ดีอย่างอรสิริน ยังช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการประสานงานกับธนาคารได้อย่างมาก เนื่องจากทางโครงการมีทีมงานมืออาชีพและพันธมิตรสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง ที่พร้อมเสนอแคมเปญอัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบ Exclusive และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา วิเคราะห์โครงสร้างรายได้ และช่วยเหลือด้านการยื่นกู้สินเชื่อบ้านแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ กระบวนการทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเครียด เพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ และทำให้ความฝันในการเป็นเจ้าของบ้านที่เชียงใหม่ของคุณเป็นจริงได้อย่างรวดเร็ว คุ้มค่า และมีความมั่นคงในระยะยาว

ข่าวสารไลฟ์สไตล์ และการอยู่อาศัย

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

1. หลักการและเหตุผล

เนื่องด้วยในปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพสังคมในปัจจุบัน ทั้งด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยอันเกี่ยวกับข้อมูลออนไลน์ กลุ่มบริษัทอรสิรินจำกัด (บริษัทฯ) ได้เห็นความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลากรและลูกค้า รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกท่านได้ทราบถึงนโยบายและวิธีปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท บริษัทจึงได้ประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้คือ

2. นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

2.1 การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท

ใช้บังคับในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากการทำสัญญาที่มีบริษัทเป็นคู่สัญญา และให้รวมไปถึงข้อมูลที่บริษัทได้รับมาจากสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยบริษัทจะใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย และจะดำเนินการปฏิบัติเก็บรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเป็นหลักสำคัญโดยวิธีการอันเปิดเผย และเป็นธรรม ซึ่งการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บริษัทจะดำเนินการภายใต้ความยินยอมของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และจะดำเนินการเพียงเท่าที่จำเป็นแก่การให้บริการภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้คือ:-

2.1.1 เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล , พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ , พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา , ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา รวมไปถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2.1.2 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล

2.1.3 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการขอความยินยอมไม่อาจกระทำได้ในเวลานั้น

2.1.4 เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท

2.1.5 เป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

2.1.6 เป็นการดำเนินการเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีฐานะเป็นคู่สัญญา หรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น ๆ

2.1.7 เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติงานตามสัญญาเพื่อยื่นขออนุมัติจากสถาบันการเงิน

2.1.8 เป็นการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อการศึกษา วิจัย การจัดทำสถิติ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

2.2 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายใต้มาตราการป้องกัน โดยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวบริษัทจะใช้เพื่อการติดต่อและเสนอบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือใช้เพื่อยื่นข้อเสนออื่น ๆ อันเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของบริษัทหรือบริษัทภายในเครือ และใช้เพื่อแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และจดหมายข่าวต่าง ๆ ให้กับเจ้าของข้อมูลได้รับทราบและบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคคลไว้ภายใต้มาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในการรับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บุคคลากรของบริษัทปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และจะดำเนินการป้องกันมิให้ข้อมูลสูญหาย หรือถูกนำไปเปิดเผยโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของข้อมูล หรือนำไปหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยเด็ดขาด

2.3 สิทธิและความประสงค์ของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล

บริษัทจะเปิดเผยรายละเอียดของข้อมูลส่วนบุคคล หรือยินยอมให้มีการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัททำการเก็บรักษาไว้ก็ต่อเมื่อบริษัทได้รับการแจ้งความประสงค์มาจากเจ้าของข้อมูล ผู้สืบสิทธิ ทายาทตามกฎหมาย ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย โดยผู้ขอเปิดเผยสามารถแจ้งความประสงค์มาทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือมายังบริษัทพร้อมกับเอกสารแสดงสิทธิที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว

2.4 ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลประเภทต่าง ๆ ไว้ตามกำหนดระยะเวลาการใช้งานข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความประสงค์ให้บริษัททำการโอน ลบ หรือทำลายข้อมูลนั้น ๆ เสีย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิที่จะแจ้งให้บริษัททราบทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งมายังบริษัทโดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งบริษัทจะดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามระเบียบขั้นตอนการดำเนินงานภายในบริษัท

3. มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยบริษัท

บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจึงกำหนดให้มีมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ทำลาย ใช้ แปลง แก้ไขหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนเพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ

3.1 ด้านหลักเกณฑ์ทั่วไปของบริษัท

3.1.1 ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากทางสื่อออนไลน์ หรือจากการทำสัญญาต่าง ๆ เช่น ชื่อ อายุ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประชาชน ข้อมูลทางการเงิน รวมไปถึงข้อมูลอื่นใดอันสามารถบ่งบอกตัวตนของบุคคลได้ จะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงไว้กับบริษัท และบริษัทจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ เว้นแต่เป็นกรณีที่บริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าว

                  3.1.2 หากบริษัทเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและขอความยินยอมทุกครั้งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศในเว็บไซต์ของบริษัทไม่น้อยกว่า 30 วัน

พร้อมกันนี้บริษัทจะวางมาตรการกำหนดให้มีการบันทึกการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ไว้เป็นหลักฐานด้วย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดให้เป็นอย่างอื่น

                  3.1.3 บริษัทจะทำการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายในฐานข้อมูลของบริษัท ทั้งนี้เพียงเพื่อใช้สำหรับการดำเนินงานตามสัญญาและการใช้งานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น และเมื่อข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้พ้นระยะเวลาการใช้งานไปแล้ว หรือได้พ้นระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลประจำหน่วนงานไปแล้ว บริษัทจะทำการลบและทำลายข้อมูลดังกล่าวตามมาตรการและแนวปฏิบัติที่บริษัทได้วางไว้

                  3.1.4 ในกรณีที่หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงระบบฐานข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ภายในบริษัท บริษัทจะควบคุมการดำเนินการของหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกนั้น ๆ โดยเคร่งครัด และวางมาตรการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปเผยแพร่โดยเด็ดขาด

Ornsirin (ORN)